|
แสงแดดเป็นปัญหาใหญ่สำหรับสาวเอเซียอย่างพวกเรา เมื่อออกแดดเป็นเวลานานขึ้น หรือในช่วงที่แดดจัดๆ เช่น ช่วงเที่ยงวัน สิ่งที่
สังเกตได้อย่างชัดเจนคือ ผิวของเราจะคล้ำมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีกระ หรือฝ้าที่ใบหน้าอยู่แล้ว บางครั้งอาจมีผิวแห้งลอกเป็นขุยเล็กๆ ตามมาด้วย (โดยเฉพาะหลังจากไปเที่ยวทะเล อาบแดด)
สิ่งเหล่านี้เป็นผลกระทบโดยตรงจากรังสี ultraviolet (UV) ซึ่งเป็นตัวการทำให้เซลล์สร้างสีผิว (melanocyte) ถูกกระตุ้นให้สร้างเม็ดสี
หรือ pigment มากขึ้น และเกิดการไหม้ของผิวตามมาด้วย ที่แย่ไปกว่านั้นรังสี UV ในปริมาณมากเพียงพอ ยังสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโมเลกุลเล็กๆ ในเซลล์ผิว และทำให้เกิดมะเร็วผิวหนังตามมา
ก่อนจะรู้จักวิธีทาครีมกันแดด เรามาดูเรื่องแสงแดดก่อน
1. UVC มีความยาวคลื่น 100-280 นาโนเมตร
2. UVB มีความยาวคลื่น 280-300 นาโนเมตร
3. UVA มีความยาวคลื่น 320-400 นาโนเมตร
4. Visible light มีความยาวคลื่น 400-800 นาโนเมตร
5. Infrared light มีความยาวคลื่น 800-1,700 นาโนเมตร
แสงที่มีผลกระทบต่อผิวหนังมากที่สุดคือ ช่วง UVB และ UVA ดังนั้นผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ จึงเน้นการป้องกันรังสีทั้ง 2 กลุ่มนี้
สารกันแดดมีด้วยกันสองประเภท คือ 1. chemical sunscreens ซึ่งมีกลไกในการกันแดดโดยดูดซับและกรองแสง ทำให้แสงทะลุ
ผ่านผิวหนังได้น้อยลง ส่วนอีกประเภทคือ physical sunscreens จะมีกลไกกันแดด โดยเมื่อทาแล้วสารเหล่านี้จะไปฉาบอยู่ที่ผิว และ
ทำหน้าที่สะท้อนแสงกลับไป สารเหล่านี้ได้ได้แก่ Titanium dioxide และ Zine oxide จะสามารถกันได้ทั้ง UVA และ UVB
ปัญหาของครีมกันแดดที่ทาแล้วไม่ได้ผล ไม่สามารถป้องกันผิวตามระยะเวลาที่ระบุไว้บนฉลาก เช่น SPF 10 ควรจะสามารถปกป้องผิวหนังจากแดดเผาได้นานเป็นระยะเวลา 10 เท่าเมื่อเทียบกับผิวหนังที่โดนแดดโดยไม่ได้ทาครีมกันแดด ซึ่งโดยทั่วไปผิวคนไทยถ้า
ไม่ได้ทาครีมกันแดดเลย และไปยืนตากแดด จะเริ่มเห็นผิวหนังมีสีแดงภายในระยะเวลาเพียง 10-15 นาที ดังนั้นหากทาครีมกันแดด
ที่มีค่า SPF 10 ควรจะป้องกันผิวหนังจากแดดได้นานถึง 100-150 นาที แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้ผลเช่นนั้น เพราะมีหลายปัจจัย
ที่สำคัญคือ
1. วิธีทาครีมกันแดดที่ถูกต้องและได้ผล
ต้องทาครีมหนาเพื่อปกปิดผิวหนังทุกรูขุมขน ซึ่งเป็นวิธีการที่ผ่านการทดสอบในห้องทดลองจากนักวิทยาศาสตร์ แต่โดยทั่วไปผู้บริโภค
มักจะนิยมทาเพียงเบาบาง ทำให้รังสีดวงอาทิตย์สามารถกระทบและทะลุเข้าสู่ผิวหนังได้บางส่วน นักวิชาการจึงแนะนำว่าหากต้องการทาแล้วได้ผลควรทาบ่อยๆ ทุก 1-2 ชั่วโมง
2. ภายหลังจากการทาครีมกันแดด
สภาวะความเป็นจริงคือ ผู้บริโภคมักจะมีกิจกรรมต่างๆ เช่น ออกกำลังกายด้วยการตีกอล์ฟ ว่ายน้ำ วิ่ง เดิน หรืออื่นๆ ทำให้เหงื่อออกทาง
ผิวหนังและแน่นอนครีมกันแดดจะถูกชะออกโดยง่าย ทำให้ประสิทธิภาพของครีมกันแดดลดลงหรือหมดไปในบางกรณี ดังนั้นถ้าต้องอยู่ในน้ำ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่ากันน้ำ (water proof) เพื่อให้ครีมกันแดดยังคงเคลือบผิวอยู่ และทำงานได้ปกติแม้อยู่ในน้ำนานถึง 60-80 นาที เป็นต้น
3. สารกรองรังสียูวีที่เป็นองค์ประกอบในครีมกันแดดหลายชนิดไม่คงตัว
สลายตัวเมื่อโดนความร้อน ทำให้ครีมกันแดดเสื่อมประสิทธิภาพไป สินค้าบางตัวอาจเสื่อมไปตั้งแต่ยังไม่ทันได้ใช้ก็มี ในกรณีที่ผู้ขายเก็บไว้ในร้านค้าที่ร้อนหรือผู้บริโภคเองซื้อไปเก็บไว้ในที่ร้อน ทำให้สารกันแดดเสื่อมประสิทธิภาพก่อนเปิดใช้ ดังนั้นจึงควรเลือกซื้อจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือซึ่งสินค้าจะถูกเก็บรักษาในสถานที่ปรับอากาศ และพิจารณาฉลากถึงวันเดือนปีที่ผลิตว่าเก่าเก็บหรือไม่ เพราะนอกจากครีมกันแดดจะหมดประสิทธิภาพแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดพิษระคายเคืองต่อผิวหนังได้อีกด้วยกรณีที่ทาครีมกันแดดหมดอายุ
ที่มาจาก มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และนิตยสารใกล้หมอปีที่ 25 ฉบับที่ 4 เมษายน 2544
|